ทัวร์อินเดีย มนต์เสน่ห์ราชสถาน 12 วัน 10 คืน
รหัสทัวร์
     ID TARA9/WRT
ทัวร์
     ทัวร์อินเดีย มนต์เสน่ห์ราชสถาน 12 วัน 10 คืน
สายการบิน
     Thai International Airway (TG)
ประเทศ
     อินเดีย
ระยะเวลา
     12 วัน 10 คืน
ราคาเริ่มต้น
     65,900 baht
ไฮไลท์ทัวร์
มนต์เสน่ห์ราชสถาน สัมผัสดินแดนแสนโรแมนติกแห่งท้องทะเลทรายถาร์ 
ชมความมั่งคั่งและความงดงามของปราสาทราชวังของมหาราชาแคว้นราชาสถาน 12 วัน 10 คืน
ดินแดนฟ้าจรดทราย ย้อนรอยเส้นทางสายใหมในแดนภารตะ ชมเอกลัษณ์การแต่งตัวด้วยสีสันอันสดใส 
เมืองนาวาครห์ เมืองมันดาวา เมืองสีแดงบิคาเนอร์ เมืองสีทองจัยแซลเมียร์ เมืองสีฟ้าจ๊อดปูร์ เมืองแห่งทะเลสาบอุไดร์ปูร์ พุชการ์เมืองเกิดพระพรหม เมืองหลวงแห่งรัฐเมืองสีชมพูจัยปูร์ 
กำหนดการ
วันที่ 2 - 13 ธันวาคม 2560
วันที่ 27 ธันวาคม 2560 ถึง วันที่ 7 มกราคม 2561
Update ครั้งล่าสุด
     24 ก.ย. 60 

bookmark


อัตราค่าบริการ

วันเดินทาง ราคา พักเดี่ยวเพิ่มจ่ายเพิ่ม จำนาน/กรุ๊ป
17 - 28 กุมภาพันธ์ 60 , 2 - 13 ธันวาคม 60 69,900 บาท 20,000 บาท 6 – 8  ท่าน
17 - 28 กุมภาพันธ์ 60 , 2 - 13 ธันวาคม 60 65,900 บาท 20,000 บาท 10 – 15  ท่าน
27 ธ.ค. 60 – 7 ม.ค.61 75,900 บาท 20,000 บาท 6 – 8  ท่าน
27 ธ.ค. 60 – 7 ม.ค.61 71,900 บาท 20,000 บาท 10 – 15  ท่าน

เดินทางปีใหม่ 2561 ร่วมงาน GALA DINNER พร้อมการดนตรีแบบภารตะนคร
6  - 8 ท่าน ยืนยันการเดินทาง มีหัวหน้าทัวร์ค่ะ
 
อัตรานี้รวม
• ค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ กรุงเทพฯ-เดลลี-กรุงเทพฯ โดยสายการบิน THAI AIRWAYS
• ค่าภาษีสนามบินทุกแห่ง ค่าประกันภัยสายการบิน และค่าวีซ่า
• ค่าที่พักโรงแรม ระดับมาตรฐาน (พักห้องละ 2 ท่าน)
• ค่าอาหารทุกมื้อตามระบุ / ค่าธรรมเนียมเข้าชมสถานที่ต่างๆ
• ค่าหัวหน้าทัวร์ที่คอยบริการและดูแลตลอดการเดินทาง และมัคคุเทศก์ท้องถิ่น
• ค่าพาหนะตลอดการเดินทาง
• ค่าประกันภัยการเดินทาง วงเงิน 1,000,000 บาท ต่อท่าน
• ค่าทิปไกด์ท้องถิ่น พนักงานขับรถ รวม 55 เหรียญ
*ค่าทิปหัวหน้าทัวร์ รวม 500 บาท
 
อัตรานี้ไม่รวม
ค่าใช้จ่ายอื่นๆ นอกเหนือจากที่ระบุไว้ในรายการ
• ค่าธรรมเนียมน้ำมันของสายการบิน (ถ้ามี)
• ค่าทำเอกสารผู้ถือต่างด้าว
• ค่าวีซ่าที่มีค่าธรรมเนียมแพงกว่าหนังสือเดินทางไทย
• ค่าน้ำหนักเกินพิกัด 20 กิโลกรัม ต่อท่าน
• ค่าบริการไม่รวมภาษี 7 %  และภาษี หัก ณ ที่จ่าย 3 %
 
การชำระเงิน
ทางบริษัทฯ ขอเก็บเงินค่ามัดจำเป็นจำนวนเงิน 20,000.- บาท ต่อผู้โดยสารหนึ่งท่าน ส่วนที่เหลือชำระก่อนการ  เดินทางอย่างน้อย 21วัน มิฉะนั้นทางบริษัทฯ จะขอสงวนสิทธิ์ในการคืนค่ามัดจำทั้งหมด
 
เงื่อนไขการยกเลิก 
ยกเลิกก่อนการเดินทาง 30 วัน คืนค่าใช้จ่ายทั้งหมด (ยกเว้นกรุ๊ปที่เดินทางช่วงวันหยุดหรือเทศกาลที่ต้องการันตี มัดจำกับทางสายการบินหรือกรุ๊ปที่มีการการันตีค่ามัดจำที่พัก โดยตรงหรือโดยการผ่านตัวแทนในประเทศหรือต่างประเทศและไม่อาจขอคืนเงินได้)
ยกเลิกก่อนการเดินทาง 15 วัน เก็บค่าใช้จ่าย 5,000 บาท
ยกเลิกก่อนการเดินทาง 1-15 วัน เก็บค่าบริการทั้งหมด 100 %

เงื่อนไขต่างๆ
•บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์การเปลี่ยนแปลงโปรแกรม ราคา และเงื่อนไขทั้งหมดโดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
•บริษัทฯ มีสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนแปลงรายละเอียดบางประการในทัวร์นี้ เมื่อเกิดเหตุสุดวิสัยจนไม่อาจแก้ไขได้
•รายการอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม เนื่องจากความล่าช้าของสายการบินเหตุการณ์ทางการเมืองและภัยธรรมชาติ ฯลฯ ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของทางบริษัทฯโดยจะคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้เดินทางเป็นสำคัญ
•บริษัทฯ จะไม่รับผิดชอบในกรณีที่กองตรวจคนเข้าเมือง ห้ามผู้เดินทางเข้าประเทศเนื่องจากมีสิ่งของห้ามนำเข้าประเทศ เอกสารเดินทางไม่ถูกต้องหรือความประพฤติส่อไปในทางเสื่อมเสียหรือด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตามที่กองตรวจคนเข้าเมืองพิจารณาแล้ว ทางบริษัทฯ ไม่อาจคืนเงินให้ท่านได้ ไม่ว่าจำนวนทั้งหมด หรือ บางส่วน
•รายการนี้เป็นเพียงข้อเสนอที่ต้องได้รับการยืนยันจากบริษัทฯอีกครั้งหนึ่ง หลังจากได้สำรองที่นั่งบนเครื่องและโรงแรมที่พักในต่างประเทศเป็นที่เรียบร้อย แต่อย่างไรก็ตามรายการนี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม
•บริษัทฯ จะไม่รับผิดชอบในกรณีที่กองตรวจคนเข้าเมืองของประเทศไทย งดออกเอกสารเข้าเมืองให้กับชาวต่างชาติหรือ คนต่างด้าวที่พำนักอยู่ในประเทศไทย
•บริษัทขอสงวนสิทธิ์ที่จะเลื่อนการเดินทางในกรณีที่มีผู้ร่วมคณะไม่ถึง 10 ท่าน
•การไม่รับประทานอาหารบางมื้อไม่เที่ยวตามรายการ ไม่สามารถขอหักค่าบริการคืนได้เพราะการชำระค่าทัวร์เป็นไปในลักษณะเหมาจ่าย

วันแรก
กรุงเทพฯ – เมืองหลวงเดลี –  เมืองมันดาวา
05.00 น.
คณะเดินทางพร้อมกันที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ชั้น 4 ประตู 3 แถว D เคาน์เตอร์ สายการบิน THAI AIRWAYS พิเศษ!! บริการอาหารว่างขนมปังแสนอร่อยจากร้านดังย่านนวมินทร์ + น้ำดื่ม 1 ขวดเล็กค่ะ
07.00 น.
ออกเดินทางสู่ เมืองเดลลี โดยสายการบิน THAI AIRWAYS เที่ยวบินที่ TG 323 
09.55 น. ถึงท่าอากาศยานนานาชาติอินทิรา คานธี เมืองเดลลี หลังผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองและรับสัมภาระเรียบร้อย
เที่ยง รับประทานอาหารกลางวันที่ร้านภัตตาคารอาหารจีน
บ่าย หลังอาหารเดินทางสู่เมืองมันดาวาเป็นที่ตั้งของฮาเวลีที่ตกแต่งด้วยภาพเขียนสีที่งดงามของราชสถานและคฤหาสน์หลายแห่งอยู่ในสภาพสมบรูณ์แต่ละหลังมีเอกลักษณ์ที่งดงามด้วยการแกะสลักด้วยความอ่อนช้อยระยะทางประมาณ 250 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 6 – 7  ชั่วโมง
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำที่ห้องอาหารภายในโรงแรม
พักที่ Castle Mandawa ระดับ 4 ดาว หรือระดับใกล้เคียง

วันที่สอง
เมืองมันดาวา – เมืองนาวาครห์  –  เมืองบิคาเนอร์
เช้า
รับประทานอาหารที่โรงแรม  
ชมฮาเวลีที่เมืองนาวัลครห์ ตั้งอยู่ในเขต เสขาวาตี
เป็นที่รู้จักในภาพสีเฟรสโก้จึงถูกขนานนามเรียกว่าเป็นหอศิลป์กลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลกเพราะสถาปัตยกรรมที่มีชื่อของเขตนี้เรียกว่า ฮาเวลี (Haveli) เป็นคฤหาสน์ขนาดใหญ่ที่มีกระจายทั่วทั้งเขตมีจำนวนรวมกันเป็นหมื่นๆหลังแต่ละหลังมีภาพจิตกรรมทั้งด้านในและด้านนอก วาดด้วยสีสันและลวดลายที่งดงามมาก ทั้งยังตกแต่งด้วยงานปูนปั้น งานแกะสลักหินและไม้อีกต่างหาก บ้านเป็นสถานที่ที่คนเราใช้ชีวิตอยู่กับมันมากที่สุดเพราะเป็นที่พักพิงของเราเองหลายคนจึงพยายามสร้างบ้านให้ดูดีสะดวกสบายมากที่สุดเท่าที่จะทำได้แต่เคยสงสัยกันหรือไม่ว่าสถานที่พักอาศัยของมนุษย์เรานั้นจะหรูหราและมูลค่ามากที่สุดได้มากขนาดไหนกัน
เที่ยง รับประทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหารพื้นเมือง
บ่าย จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ บิคาเนอร์ (Bikaner) ระยะทาง 210 กิโลเมตร (ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับสภาพการจราจร)  สมัยอดีตยังไม่มีเมืองบิคาเนอร์ บริเวณนี้เป็นส่วนหนึ่งของ Mawar Land of the Dead  พ่อค้าตามเส้นทางสายไหม ยังต้องใช้ผ่านไปมา จึงมีโจรหลายก๊ก ยึดครองพื้นที่หย่อมเล็กหย่อม และยังไม่มีใครครอบครองดินแดนแห่งนี้ เจ้าชาย Rao Bika แห่งแคว้นโยธปุระ (จ๊อดปูร์) เกิดความน้อยใจในคำพูดพระบิดา จึงตัดสินใจมุ่งหน้าเดินทางก่อนลงหลักปักฐานต่อสู้กับพวกโจร นำความร่มเย็นเข้ามาสู่ดินแดนแห่งความตาย จนชาวบ้านท้องถิ่นเข้าร่วมในการต่อสู้กับพวกโจร จนท้ายสุดเมืองบิคาเนอร์ถูกตั้งขึ้น เส้นทางสายไหม ( Silk Road หรือ Silk Route) เป็นชุดเส้นทางการส่งการค้าและวัฒนธรรมซึ่งเป็นศูนย์กลางของอันตรกิริยาทางวัฒนธรรมผ่านภูมิภาคของทวีปเอเชียที่เชื่อมตะวันตกและตะวันออกโดยการโยงพ่อค้าวาณิช ผู้แสวงบุญ นักบวช ทหาร ชนเร่ร่อนและผู้อาศัยในเมืองจากจีนและอินเดียไปยังทะเลเมดิเตอร์เรเนียนระหว่างเวลาหลายสมัยเส้นทางสายไหมมีความยาว 6,437 กิโลเมตร (4,000 ไมล์) ได้ชื่อมาจากการค้าผ้าไหมจีนที่มีกำไรมากตลอดเส้นทาง เริ่มตั้งแต่ราชวงศ์ฮั่น (206 ปีก่อน ค.ศ. – ค.ศ. 220) ราชวงศ์ฮั่นขยายเส้นทางการค้าส่วนเอเชียกลางราว 114 ปีก่อน ค.ศ. ส่วนใหญ่ผ่านคณะทูตและการสำรวจของผู้แทนทางการทูตจักรวรรดิจีน จางเชียน (Zhang Qian)[2] ชาวจีนสนใจมากกับความปลอดภัยของผลิตถัณฑ์การค้าของพวกตนและขยายกำแพงเมืองจีนเพื่อประกันการคุ้มครองเส้นทางการค้านี้การค้าบนเส้นทางสายไหมเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาของอารยธรรมจีน อนุทวีปอินเดีย เปอร์เซีย ทวีปยุโรปและคาบสมุทรอาหรับ โดยเปิดอันตรกิริยาทางการเมืองและเศรษฐกิจทางไกลระหว่างอารยธรรม  แม้ผ้าไหมเป็นสินค้าหลักจากจีนแน่นอน แต่ก็มีการค้าสินค้าอื่นจำนวนมาก และศาสนา ปรัชญาหลายความเชื่อและเทคโนโลยีต่าง ๆ จนถึงโรคก็ไปมาตามเส้นทางสายไหมเช่นกัน นอกเหนือจากการค้าทางเศรษฐกิจแล้ว เส้นทางสายไหมยังใช้เป็นการค้าทางวัฒนธรรมในบรรดาอารยธรรมตามเครือข่ายเส้นทางด้วย  ผู้ค้าหลักระหว่างยุคโบราณ คือ ชาวจีน เปอร์เซีย กรีก ซีเรีย โรมัน อาร์มีเนีย อินเดียและแบกเตรีย (Bactrian) และตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 5 ถึง 8 เป็นชาวซอกเดีย (Sogdian) ระหว่างการเจริญของศาสนาอิสลาม พ่อค้าอาหรับกลายมาโดดเด่นในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 38 พ.ศ. 2557 ณ กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ มีมติให้ขึ้นทะเบียนเส้นทางสายไหมในจีน คาซัคสถาน และคีร์กีซสถาน เป็นมรดกโลกภายใต้ชื่อ เส้นทางสายไหม : โครงข่ายเส้นทางฉนวนฉางอาน-เทียนชาน โดยให้เหตุผลว่า เส้นทางนี้เป็นที่ยอมรับกันว่ามรดกทางอารยธรรของมนุษยชาติ ในฐานะเป็นเส้นทางโบราณในการติดต่อค้าขายและสื่อสารระหว่างตะวันออกกับตะวันตก
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำที่โรงแรม
พักที่ Lallgarh palace ระดับ 4 ดาว หรือระดับใกล้เคียง

วันที่สาม
เมืองบิคาเนอร์ – เมืองจัยแซลเมียร์ นครสีทอง
เช้า
รับประทานอาหารที่โรงแรม
จากนั้นนำท่านชม ป้อมสีแดงแห่งเมืองบิคาเนอร์ หรือ ป้อมจูนนาการ์ (Junagarh Fort) วังมหาราชาที่อยู่ในสภาพดีสุดแห่งหนึ่งในราชาสถาน สร้างขึ้นใน ค.ศ. 1588 ถูกสร้างขึ้นโดยราชปุต Rao Bika ด้วยการต่อสู้กับชนพื้นเมืองจนสามารถตั้งถิ่นฐานแม้ผ่านการรุกรานจากมหาโมกุลหลายครั้งแต่ทะเลทรายที่อยู่รอบด้านรวมทั้งความกล้าหาญของนักรบ ช่วยให้เมืองอยู่รอดเสมอมาภายในป้อมใหญ่แบ่งเป็นหลายส่วน เช่น Chandra Mahal, Phool Mahal, Karan Mahal และ Anoop Mahal นำท่านชมพิพิธภัณฑ์ Ganga Golden Jubilee
เที่ยง รับประทานอาหารกลางวันที่โรงแรม
บ่าย จากนั้นเดินทางสู่เมืองจัยแซลเมียร์ ระยะทาง 300 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 7 ชั่วโมง จัยแซลเมียร์ (Jaisalmer) คือเมืองที่ได้รับสมญานามว่า “นครสีทอง” ตั้งอยู่บนที่ราบสูง กลางที่ราบทะเลทรายธาร์ มีกำแพงสูงใหญ่ดูโอฬาร เป็นเมืองท่องเที่ยวที่อยู่ทางตะวันตกสุดของแคว้นราชาสถาน ในอดีตเคยเป็นเส้นทางการค้าที่ สำคัญระหว่างอินเดียกับตะวันออกกลางนครแห่งนี้ก่อสร้างขึ้นจากหินทรายสีเหลืองเป็นส่วนใหญ่เมื่อยามต้องแสงอาทิตย์อัสดงที่ไล้ลงบนพื้นผิวของหินเหล่านี้ ก็จะปรากฏให้เห็นเป็นสีทองอร่ามตาและนี่คือที่มาของสมญา “นครสีทอง”ด้วยเหตุที่จัยแซลเมียร์เคยเป็นเส้นทางการค้าที่สำคัญส่งผลให้พ่อค้าวาณิชย์ในตระกูลดังๆหลายๆคนร่ำรวยกันอย่างมหาศาล  กลายเป็นอภิมหาเศรษฐี มีคฤหาสน์ที่ใหญ่โตมโหฬาร
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำที่โรงแรม
พักที่ Rajawada Hotel ระดับ 4 ดาว หรือระดับใกล้เคียง

วันที่สี่
เมืองจัยแซลเมียร์ - นครสีทอง
เช้า
รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม
จากนั้นชม ป้อมจัยแซลเมียร์ (Jaisalmer Fort) ป้อมปราการขนาดใหญ่ที่อยู่ท่ามกลางทะเลสาบ สร้างโดย Bhatti Rajput rule Rawal Jaisal ค.ศ. 1156 บนเขาทิตรีกูฏ โดยป้อมนี้ถือว่าเป็นป้อมที่สร้างลำดับที่ 2 ของรัฐราชสถาน ชมความสวยงามของปราสาททรายที่ตั้งตระหง่านท่ามกลางทะเลทราย ภายในป้อมมีบ้านพักของชาวบ้านที่พำนักอยู่อาศัยมานานนับร้อยปี ท่านจะได้เห็นทัศนียภาพของเมืองจัยแซลเมียร์โดยรอบ 
นำท่านชมคฤหาสน์ของเสนาบดี  หลังแรกคือ Nathmal Ji Ki Haveli  สูง 5 ชั้น ที่สร้างราว ค.ศ.ที่ 19 โดย Lalu และ Hathi 2 พี่น้องศิลปินและสถาปนิกเอก ที่สร้างอย่างวิจิตรบรรจง ด้วยการฉลุลายผนังอย่างละเอียดอ่อน และอีกหลังคือ Patwon ki Haveli ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองจัยแซลเมียร์ ซึ่งภายในจะจัดแสดงสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ
เที่ยง รับประทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหารพื้นเมือง
บ่าย นำท่านชมทะเลสาบกาดซิซาร์ (Gadsisar Lake) โอเอซิสขนาดมหึมาท่ามกลางทะเลที่สร้างโดยมหาราชา วาลกาดซี ราว ค.ศ.ที่ 14 ซึ่งทะเลสาบนี้เป็นแหล่งน้ำที่สำคัญของเมืองจัยแซลเมียร์ รอบๆ ทะเลสาบจะมีวัดเล็กๆ ในช่วงฤดูหนาวจะได้พบเห็นนกนานาชนิดโดยรอบทะเลสาบ
จากนั้นนำท่านขี่อูฐสู่ทะเลทรายทาร์ ชม Sam Sand Dunes ห่างจากตัวเมืองออกไปราว 45 กิโลเมตร เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่โด่งดังใน จัยแซลเมียร์  เนินทรายแห่งนี้ เป็นที่ซึ่งโค้งขอบฟ้าจรดกับผืนแผ่นทรายได้อย่างงดงามเกินบรรยาย ทะเลทรายธาร์ ตั้งอยู่ในส่วนของอินเดียและปากีสถานและเป็นที่รู้จักกันใหญ่อินเดียทะเลทรายมันถูกล้อมรอบด้วยแม่น้ำสองช่วงภูเขาและบึงเกลือในช่วงฤดู​​หนาวอุณหภูมิลดลงต่ำกว่าจุดเยือกแข็งและในฤดูร้อนอุณหภูมิสามารถเข้าถึงกว่า 125 องศาฟาเรนไฮต์ธาร์มีฝนมรสุมและพายุฝุ่นแม้จะมีเงื่อนไขที่รุนแรงมากทะเลทรายเป็นบ้านหลายชนิดของสัตว์ป่าบางส่วนที่จะหายไปในส่วนอื่น ๆ ของภูมิภาคสัตว์ของธาร์มักจะต้องอยู่รอดอุณหภูมิสูงที่มีน้ำน้อยหรือไม่มีเลยและไม่มีพืชอินเดียยิ่งใหญ่อีแร้งมี 23 สายพันธุ์ของนกอีแร้งมีและเหล่านี้อินเดียที่ดีอีแร้งเป็นที่ใกล้สูญพันธุ์มากที่สุดนกขนาดใหญ่ที่อาศัยอยู่ในพื้นดินที่ยืนอยู่ประมาณ 3.5 ฟุตและมีน้ำหนักถึง 30 ปอนด์อีแร้งมีคอยาวและขายาวมันเป็นหลักกินหญ้าแมลงหนูและเมล็ด
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำที่โรงแรม
พักที่ Rajawada Hotel ระดับ 4 ดาว หรือระดับใกล้เคียง

วันที่ห้า
เมืองจัยแซลเมียร์ – เมืองจ๊อดปูร์ นครสีฟ้า
เช้า
รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรมที่พัก จากนั้นนำท่านออกเดินทางจากสู่เมือง จ๊อดปูร์ (Jodhpur) ระยะทางประมาณ 230 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง เมืองโรแมนติกแห่งนครสีฟ้า “จ๊อดปูร์” (Jodhpur) หรือเมือง โยธะปุระ นครนักรบ ที่ทั่วทั้งเมืองเป็นสีฟ้าราวกับน้ำทะเล เป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในแคว้นราชาสถาน ถูกตั้งขึ้นเป็นราชธานี โดย Rao Jodha แห่งราชวงศ์ Rathor
เที่ยง เดินทางถึงเมือง “จ๊อดปูร์” จากนั้นนำท่านเช็คอินเข้าสู่ที่พัก รับประทานอาหารกลางวันที่โรงแรม
บ่าย นำชม ป้อมเมห์รานการห์ (Mehrangarh Fort)  เป็น 1 ใน 4 พระราชวังที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย ป้อมปราการที่ยาวเหยียดข้ามเขาถึง 125 ลูก ภายในมีพระราชวังที่สวยงามและใหญ่ที่สุด และเป็นจุดชมวิวเมืองสีฟ้าที่ดีที่สุด ไม่มีป้อมปราการแห่งไหนในราชาสถาน เด่นสง่าเทียบเท่า Mehrangarh Fort  ไม่ว่าจะมองจากจุดไหนๆ ภายในเมือง จ๊อดปูร์ มหาปราการหินถูกสร้างบนเนินเขาสูง 122 เมตร ใน ค.ศ.1459 เมื่อฤาษีท่านหนึ่งบอกแก่มหาราชาจ๊อดธะ (Jodha-นักรบ) พระองค์ควรสร้างเมืองขึ้นที่นี่ จ๊อดปูร์ เป็นศูนย์กลางอาณาจักรใหญ่แต่ครั้งโบราณ ป้อมจึงถูกเสริมเติมแต่งจนมีขนาดใหญ่มหึมา ป้อมเมห์รันกาห์นี้ ภายในตกแต่งประดับประดาด้วยแก้วหลากสี แบ่งเป็นห้องหรือท้องพระโรงขนาดใหญ่อีกหลายแห่ง อาทิ ตำหนักMoti Mahal, Sheesh Mahal, Phool Mahal 
นำท่านชม วัด Chamunda Mataji  จากนั้น ห่างจาก Mehrangarh Fort ประมาณ 1 กิโลเมตร  ท่านจะได้ชมสิ่งปลูกสร้างสะอาดตาJaswant Thada”ก่อสร้างด้วยหินอ่อนทั้งหลัง และเป็นที่ฝังศพของมหาราชา Jaswant Singh ที่สอง และสมาชิกคนอื่นๆ ในราชวงศ์
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำที่โรงแรม
พักที่ Indiana palace ระดับ 4 ดาวหรือระดับใกล้เคียง

วันที่หก
เมืองจ๊อดปูร์ – รานัคปูร์ – เมืองอุไดร์ปูร์
เช้า
รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม เดินทางสู่เมืองอุไดร์ปูร์ ระยะทาง 240 กิโลเมตร ระหว่างแวะชมท่านชมวิหารเชน 1 ใน 5 วัดที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของศาสนาเชนชื่อว่าวัดอธินาถ  ที่เมืองรานัคปูร์ เป็นวิหารของศาสนาเชน สร้างขึ้นโดยคหบดี Dharna Sah เมื่อราว 500 ปีก่อน ภายในประกอบด้วยห้องโถงกว่า 24 ห้อง โดมทั้งหมด 80 โดม และ เสาจำนวนถึง 1114 ต้น โดยเสาแต่ละต้นจะถูกแกะสลักอย่างงดงามมาก
เที่ยง รับประทานอาหารกลางวันที่ภัตตาคารระหว่างทาง
บ่าย เดินทางสู่เมืองอุไดร์ปูร์ มนตราแห่งมหานที ได้รับการการันตีว่าเป็นเมืองที่ดีที่สุดอันดับหนึ่งของโลก ประจำปี 2009 จากผลสำรวจของนิตยสารทราเวล & เลเชอร์ ทำให้ใคร ๆ ต่างก็อยากเดินทางไปสัมผัสกับความงดงามของเมือง อูไดปูร์ หรือ อุทัยปุระ (Udaipur) ประเทศอินเดีย เพราะฉะนั้น กระปุกดอทคอมก็จะพาเพื่อน ๆ ไปทำความรู้จักกับ อูไดปูร์ เมืองริมทะเลสาบแห่งแคว้นราชสถาน (Rajastan) ที่ถูกเปรียบเปรยให้เป็น "เวนิสแห่งโลกตะวันออก" กัน
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำที่ห้องอาหารภายในโรงแรม
พักที่ Golden Tulip palace ระดับ 4 ดาวหรือระดับใกล้เคียง

วันที่เจ็ด
เมืองอุไดร์ปูร์
เช้า
รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม
หลังอาหารนำท่าน ชม ซิตี้ พาเลซ (City Palace) หรือพระราชวังฤดูหนาว มีส่วนหนึ่งจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์ เปิดให้เข้าชม สร้างด้วยหินแกรนิตและหินอ่อน ภายในประดับด้วยกระจกและแก้วหลากสี ปัจจุบันบางส่วนยังคงเป็นที่ประทับของราชตระกูล มีการจัดแสดงโบราณวัตถุที่มีค่า
จากนั้นนำท่านชม ฟาเตห์ ประการห์ พาเลซ (Fateh Prakash Palace) ภายในเป็นเฟอร์นิเจอร์ไม้ มีการแกะสลักสวยงาม  ในสมัยอาณาจักรเมวาร์รุ่งเรือง เจ้าครองนครได้สร้าง "พระราชวัง" (City Palace) ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นพระราชวังที่มีขนาดใหญ่ที่สุด หรูหรา งดงามที่สุดในแคว้นราชาสถาน อาจเพราะตั้งอยู่ริม "ทะเลสาบฟิโชล่า" (Lake Pichola) และถูกโอบกอดไว้ด้วยบ้านเรือนสีขาวนวลตา มีเทือกเขาสูงน่าเกรงขามคอยยืดมองทุกชีวิตในเมือง วัดน้อยใหญ่ที่ไม่เคยไร้เงาผู้อวบอิ่มไปด้วยศรัทธา จึงทำให้"พระราชวัง" แห่งนี้มีความลงตัวที่เข้ากันดี ในแบบฉบับที่ไม่เหมือนใครแต่ปัจจุบัน "พระราชวัง" ถูกแบ่งออกเป็น พิพิธภัณฑ์พระราชวัง และ โรงแรมหรูหราระดับ 5 ดาว ซึ่ง พิพิธภัณฑ์พระราชวัง ยังเปิดให้ชมความสวยงาม สัมผัสถึงร่องรอยความงดงามในอดีตของห้องต่าง ๆ ได้ เช่น ห้องเขียนหนังสือที่ท่านราชบุตร ใช้ร่างประวัติศาสตร์ของแว่นแคว้นนี้ เมื่อ 130 กว่าปีก่อน, ชมพระตำหนักของนางสนมของมหาราชา ฯลฯ ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่ พระราชวังฤดูร้อน หรือ Lake Palace ตั้งอยู่กลางทะเลสาบฟิโช สร้างด้วยหินอ่อนทั้งหลัง เมื่อปี 1746 โดยมหาราชาจากัต ซิงห์ ที่ 2 และปัจจุบันดัดแปลงมาเป็นโรงแรมหรู 5 ดาว ชื่อ Taj Hotel Resorts and Palaces
เที่ยง รับประทานอาหารกลางวันที่โรงแรมเมืองอุไดร์ปูร์  
บ่าย ชมวัด Jagdish Temple วัดฮินดูขนาดใหญ่และมีชื่อเสียงมากที่สุดในเมืองอูไดปูร์ สร้างขึ้นอุทิศพระวิษณุ ผู้รักษาจักรวาล ในปี ค.ศ.1651 โดย Maharana Jagat Singh มหราชาผู้ปกครองอูไดปูร์ ช่วงปี ค.ศ. 1628-1653. ตามแบบอินโด-อารยัน สมควรแก่เวลานำท่านเดินทางไปล่องเรือ ในทะเลสาบ พิโคลา (Pichola Lake) ชมทิวทัศน์รอบทะเลสาบยามเย็น มีเกาะอยู่ 2 เกาะคือ Jag Niwas เป็นที่ตั้งของ Lake Palace สร้างโดย Maharana Jagat Singh II เมื่อปี ค.ศ. 1743 ใช้เป็นพระราชวังฤดูร้อน ปัจจุบันเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาว และเกาะ  Jag Mandir ที่สุดแสนโรแมนติกเปรียบเหมือนอยู่ท่ามกลางมหาสมุทรอันงดงาม
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำที่ห้องอาหารภายในโรงแรม
พักที่ Golden Tulip palace ระดับ 4 ดาวหรือระดับใกล้เคียง

วันที่แปด
เมืองอุไดร์ปูร์ – เมืองพุชการ์
เช้า
รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม
ออกเดินทางสู่เมืองพุชการ์ เมืองเกิดของ 1 ใน 3 มหาเทพในศาสนาฮินดู พระพรหม ระยะทาง 240 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 5 ชั่วโมง ระหว่างทางชมวิวทิวทัศน์แบบชนบทของดินแดนเมืองภารตะ  พุชการ์ (Pushkar) เป็นเมืองเก่าแก่เล็กๆตั้งอยู่ในเขตอัจเมอร์ (Ajmer) ในรัฐราชสถาน (Rajasthan) ของประเทศอินเดีย ลักษณะที่ตั้งของเมืองที่เห็นเด่นชัดคือ มีทะเลสาบพุชการ์ (Pushkar Lake) ตรงกลาง ส่วนบ้านเรือนตั้งอยู่รายรอบทะเลสาบ และถูกโอบล้อมด้วยภูเขา ซึ่งถือว่ามีภูมิประเทศที่สวยงามมาก วิวของทะเลสาบที่มีภูเขาห้อมล้อมเกือบ 360 องศา เป็นภาพที่ชวนให้นักท่องเที่ยวต่างพากันหลงใหลในเมืองเล็กๆ แห่งนี้เลยทีเดียว เมืองพุชการ์นี้เป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดู ซึ่งมีผู้คนเดินทางมาแสวงบุญอยู่เป็นประจำ ชาวฮินดูนิยมมาที่นี่เพื่ออาบน้ำ ทำพิธีชำระล้างบาปที่ท่าน้ำ (Ghat) ซึ่งอยู่โดยรอบทะเลสาบพุชการ์ (ทำนองเดียวกับที่แม่น้ำคงคา) ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นทะเลสาบของเทพเจ้า เพราะมีตำนานหลายเรื่องเล่าสืบต่อกันมาถึงกำเนิดของทะเลสาบพุชการ์แห่งนี้
1. บ้างก็ว่าเกิดจากการที่พระพรหมทิ้งดอกบัวลงมาบนพื้นโลก และได้เกิดเป็นทะเลสาบรองรับดอกบัวนั้นไว้
2. บ้างก็เล่าว่า ตอนที่พระศิวะเสียภรรยาคนแรกไปคือพระนางสตี ก็ทรงโศกเศร้าเสียใจมาก น้ำพระเนตรหลั่งรินไปทั่ว ก่อให้เกิดแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ขึ้นสองแห่ง หนึ่งในนั้นคือ ทะเลสาบพุชการ์นั่นเอง
3. บางตำนานกล่าวว่า ที่นี่เป็นจุดที่มหาเทพทำดอกบัวร่วงลงมาบนพื้นโลก และกลายเป็นพระพรหมจึงเปรียบเสมือนเป็นบ้านเกิดขององค์มหาเทพพระพรหมผู้ยิ่งใหญ่
เที่ยง รับประทานอาหารกลางวันที่โรงแรม
บ่าย ชมเมืองพุชการ์ ถือเป็นสถานที่รวมจิตวิญญาณเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดูซึ่งจะเดินทางมาแสวงบุญ ที่ทะเลสาบพุชการ์เปรียบเหมือนการชำระล้างบาปที่แม่น้ำคงคาแม่น้ำที่เสด็จจากสวรรค์ตำนานเชื่อกันว่าเมืองพุชการ์เป็นจุดที่พระพรหมทำดอกบัวร่วงลงมาบนพื้นโลก และกลายเป็นพระพรหมจึงเปรียบเสมือนเป็นบ้านเกิดขององค์มหาเทพพระพรหม   บริเวณรอบๆทะเลสาบพุชการ์จะเต็มไปด้วยวัดฮินดูมากมายกว่า 500 วัด และในเมืองพุชการ์นี้ยังเป็นที่ตั้งของวัดพระพรหม (เทพเจ้าผู้สร้างโลก) แห่งเดียวในอินเดีย (ซึ่งบางแหล่งข้อมูลก็กล่าวว่าเป็นวัดพระพรหมแห่งเดียวในโลก) ซึ่งเชื่อกันว่า มีอายุเก่าแก่ถึง 2,000 ปี ทะเลสาบพุชการ์ เป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญทางศาสนาฮินดู มีตำนานเล่าถึงกำเนิดของทะเลสาบแห่งนี้หลายตำนาน แต่ส่วนใหญ่จะมีความเกี่ยวข้องกับพระพรหมณ์เป็นหลัก มีตำนานเล่าว่ากลีบดอกบัวจากพระหัตถ์ของพระพรหมณ์ร่วงหล่นลงมาที่แผ่นดิน ซึ่งก่อให้เกิดทะเลสาบพุชการ์ขึ้นนั่นเอง ทะเลสาบแห่งนี้จึงได้ชื่อว่าเป็นทะเลสาบแห่งพระเจ้า และเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเหล่าสาวกที่นิยมเดินทางมาแสวงบุญเป็นประจำ
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำที่ห้องอาหารภายในโรงแรม
พักที่ Pushkar palace ระดับ 4 ดาวหรือระดับใกล้เคียง

วันที่เก้า
เมืองพุชการ์  –  เมืองจัยปูร์ นครสีชมพู
เช้า
รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม ได้เวลาอันสมควรเดินทางสู่ ชมเมืองจัยปูร์ (นครสีชมพู) เหตุที่เรียกเมืองนี้ว่านครสีชมพูนั้นเพราะเป็นสีที่กษัตริย์พอพระทัยมากและเมื่อครั้งที่เจ้าฟ้าชายแห่งอังกฤษเสร็จเยือนเมืองชัยปุระพระเจ้ารามซิงค์ได้สั่งให้ประชาชนทาสีบ้านเรือนทุกหลังให้เป็นสีชมพูอมส้ม เพื่อต้อนรับเจ้าฟ้าชายแห่งอังกฤษจนทำให้เจ้าฟ้าทรงพอพระทัยมากและถึงกับออกปากเชิญพระเจ้ารามซิงค์ให้เสด็จไปเยือนประเทศอังกฤษ  จัยปูร์ หรือ จัยเปอร์ ท่านมหาราชา ไสว ชัย สิงห์ ที่ 2 (Sawei Jai Singh II) เป็นผู้สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1727 เมืองนี้ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่ออกแบบวางผังเมืองได้สวยงาม ระยะทางประมาณ 110 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง
เที่ยง รับประทานอาหารกลางวันที่โรงแรม
บ่าย ชมซิตี้พาเลช (City Place) ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ถึง 1 ใน 7 ของใจกลางเมือง สร้างตั้งแต่สมัยมหาราชาชัยสิงห์ และต่อเติมกันเรื่อยมาเป็นสถาปัตยกรรมแบบราชสถาน ที่แสดงถึงลักษณะของศิลปะแบบโมกุล ปัจจุบันเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงของใช้ส่วนพระองค์ของมหาราชาแห่งเมืองจัยปูร์ แม้ยุคนี้จะไม่มีมหาราชาอีกต่อไป แต่ City Palace แห่งนี้ก็ยังเป็นสมบัติส่วนพระองค์ และชาวเมืองจัยปูร์บางส่วนก็ยังนับถือพระองค์อยู่แม้พระองค์จะไม่มีอำนาจใดๆ ชมจันทราแมนทาร์ (Jantar Mantar) สร้างในปี ค.ศ. 1727 โดยมหาราชาใจสิงห์ พระองค์ยังทรงเป็นกษัตริย์นักดาราศาสตร์ จึงทรงสร้างหอดูดาวและอุปกรณ์ดาราศาสตร์ขนาดใหญ่ไว้มากมาย เรียกว่า Jantar Mantar ไม่ใช่แค่ 1 แห่งแต่มีถึง 5 แห่ง อีก 4 แห่งอยู่ที่ Delhi, Ujjain, Varanasi และ Matura แต่ที่ใหญ่และสมบูรณ์ที่สุดอยู่ที่นี่ นาฬิกาแดด สูงถึง 28 เมตร ที่ยังเที่ยงตรงอยู่ บอกเวลาที่เมืองจัยปูร์โดยเฉพาะ ซึ่งจะไม่ตรงกับเวลามาตรฐานของอินเดีย
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำที่ห้องอาหารภายในโรงแรม
พักที่ Golden Tulip palace ระดับ 4 ดาวหรือระดับใกล้เคียง

วันที่สิบ
เมืองจัยปูร์ นครสีชมพู – เมืองอัครา
เช้า
รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม 
จากนั้นนำท่านชม ฮาวามาฮาล “พาเลซออฟวินด์” (Hawa Mahal) พระราชวังแห่งสายลม ซึ่งสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1799  โดยมหาราชา ไสว ชัย สิงห์ เป็นอาคาร 5 ชั้นสร้างด้วยหินทรายออกแดงคล้ายสีปูนแห้ง สถาปัตยกรรมสไตล์เปอร์เซียกับโมกุล มีหน้าต่างถึง 953 ช่อง เป็นทั้งช่องลมผ่านและให้หญิงสูงศักดิ์ในราชสำนักแอบมองดูชีวิตความเป็นอยู่ในตัวเมือง รวมทั้งขบวนแห่งต่างๆ โดยที่บุคคลภายนอกไม่สามารถมองเห็นสตรีเหล่านั้นได้ และนั่นคือที่มาของคำว่า “ฮาวา” ซึ่งแปลว่าสายลม ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์แห่งจัยปูร์เมืองสีชมพู
จากนั้นนำท่านนั่งรถจี๊ปชมพระราชวัง แอมเบอร์ฟอร์ท (Amber fort) ซึ่งเดิมเคยเป็นราชธานีของเมืองจัยปูร์ สร้างอยู่บนเนินเขาสูงตรงตำแหน่งเดิมที่เคยเป็นป้อมปราการเก่าในศตวรรษที่ 11 มาก่อน สร้างขึ้นโดยมหาราชาแมนสิงห์ในปีค.ศ. 1592 และเสร็จสิ้นลงในสมัยของมหาราชาใจสิงห์ ป้อมแห่งนี้เป็นต้นแบบที่ดีของสถาปัตยกรรมแบบราชปุต Rajput เป็นป้อมปราการเด่นตระหง่านอยู่บนเนินเขา โดยมีทะเลสาบ Maota อยู่เบื้องล่าง แวดล้อมด้วยชุมชนของเขตเมืองเก่า ทัศนียภาพเมื่อมองลงมาจากป้อมเป็นสิ่งที่น่าประทับใจมาก
เที่ยง รับประทานอาหารกลางวันที่ภัตตาคาร
บ่าย เดินทางสู่เมืองอัครา เมืองที่เป็นสถานที่ตั้งอนุสรณ์สถานแห่งความรัก ทัชมาฮาล และเคยเป็นศูนย์กลางปกครองของอินเดียสมัยราชวงศ์โมกุล เดินทางประมาณ 5 ชั่วโมง อดีตเมืองหลวงของอินเดียในสมัยที่ยังเรียกว่า "ฮินดูสถาน" (Hindustan) เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำยมนา (Yomuna) ทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย ในรัฐอุตตรประเทศตั้งอยู่ห่างจากเมืองลัคเนา(Lucknow)ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐอุตตรประเทศไปทางทิศตะวันตกเป็นระยะทาง 363 กิโลเมตร (226 ไมล์) และ 200 กิโลเมตร (124 ไมล์) ทางทิศใต้ของกรุงนิวเดลี เมืองอัคระมีประชากรทั้งหมด 1,686,976 คน (ปีค.ศ. 2010) ถือเป็นหนึ่งในเมืองที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในรัฐอุตตรประเทศ และอันดับที่ 19 ในประเทศอินเดีย.อัคระ นั้นยังใช้เป็นชื่อของเขตอำเภอ (District) ซึ่งเมืองอัคระนั้นตั้งอยู่อัคระ เคยถูกกล่าวถึงในมหากาพย์มหาภารตะ โดยถูกเรียกว่า "อัครวนา" (Agrevana) แปลตามศัพท์สันสกฤตว่า "นครชายป่า"และยังเกี่ยวข้องกับพระฤๅษีอังคีรส หนึ่งในสิบมหาฤๅษีของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู แต่ถ้าพูดถึงการสร้างเป็นเมืองนั้น ตำนานกล่าวว่าเกิดขึ้นในสมัยเจ้าเชื้อสายราชบุตรชื่อ “ราชปฎลสิงห์” (Raja Badal Singh) เมืองนี้เคยผ่านสมรภูมิครั้งใหญ่ๆ เมื่อราวหนึ่งพันปีก่อน มีการเปลี่ยนผู้ครองเมืองเป็นระยะ กษัตริย์องค์แรกที่ย้ายเมืองหลวงจากเดลีไปยังอัคระได้แก่ "สุลต่านสิกันดร โลที" (Sultan Sikandar Lodi) เมื่อ ค.ศ. 1506 (ยุคกรุงศรีอยุธยา ก่อนเสียกรุงครั้งที่ 1) จนกระทั่งสิ้นพระชนม์ในปีค.ศ. 1517 "สุลต่านอิบราฮิม โลที" (Ibrahim Lodi) พระโอรส ปกครองอัคระต่อมาอีก 9 ปีจนกระทั่งพ่ายแพ้ในยุทธการแห่งปณิปัต (Battle of Panipat) ในปี ค.ศ. 1526
จากนั้นมาระหว่างปีค.ศ. 1540 ถึงค.ศ. 1556 เจ้าเชื้อสายอัฟกานิสถานได้เข้าปกครองเมืองแทนเริ่มจากเจ้าเชอร์ชาห์สุรี (Sher Shah Suri) และเจ้าเหมจันทร์วิกรมทิตย์ (Hem Chandra Vikramaditya) ราชาแห่งชาวฮินดู ก่อนที่จะเริ่มโด่งดังในฐานะเมืองหลวงของจักรวรรดิโมกุล อันยาวนานตั้งแต่ปีค.ศ. 1556 ถึงค.ศ. 1658 อันเป็นช่วงกำเนิดของโบราณสถานสำคัญในปัจจุบัน อาทิเช่น ทัชมาฮาล (Taj Mahal) ป้อมอัคระ (Akra Fort) และฟาเตห์ปูร์ สิครี (Fatehpur Sikri) ซึ่งโบราณสถานโมกุลทั้งสามแห่งนี้ได้ถูกยกขึ้นเป็นมรดกโลก โดยองค์การยูเนสโก
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำที่ห้องอาหารภายในโรงแรม
พักที่ Howard palaza ระดับ 4 ดาว หรือใกล้เคียง

วันที่สิบเอ็ด
เมืองอัครา – เมืองเดลลี  –  กรุงเทพฯ
เช้า
รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม   
นำท่านชมทัชมาฮาล อนุสรณ์สถานแห่งความรักอันยิ่งใหญ่
ของมหาราชาซาจาร์ฮาลที่มีต่อนางอันเป็นที่รักยิ่งมหารานีมุมตัส มาฮาล ตัวทัชมาฮาลสร้างจากหินอ่อนสีขาวแสดงถึงความรักที่บริสุทธิ์นิรันดร์ตลอดกาลและหินทรายสีแดงแสดงถึงความรักที่มั่นคงต่อพระนางเพียงผู้เดียวตัวทัชมาฮาลประดับประดาด้วยรัตนชาตินานาชนิด ใช้เวลาในการสร้างถึง 22 ปี ชมวิวแม่น้ำยมุนาที่ไหลผ่านด้านหลัง และชมสถานที่จะสร้างแบล็คมาฮาล ที่สร้างแต่ยังไม่เสร็จ ให้เป็นคู่กันกับทัชมาฮาล ชมอภิมหาราชวังอัคราฟอร์ท ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำยมุนา สร้างในปี 1564 ตามบัญชาของพระเจ้าอักบาร์ กำแพงป้อมสร้างจากหินทราย มีตำหนักต่างๆ ถึง 500 หลัง เป็นศิลปะแบบเบงกาลีและคุชราตี ปัจจุบันเหลืออยู่หลังเดียว คือ ชาหังคีรีมาฮาล เป็นที่ประทับของชายาฮินดูของพระเจ้าอักบาร์ ลักษณะสถาปัตยกรรมจึงเป็นแบบอินเดียแท้ ครั้นถึงสมัยพระเจ้าชาห์ จะ ฮาน ทรงมีบัญชาให้รื้อถอนตำหนักอื่นๆลงทั้งหมด เพื่อสร้างวังที่ประทับใหม่ ลักษณะเป็นศิลปะแบบฮินดูผสมกับอิสลาม รวมถึงหอแปดเหลี่ยม มุสซามานบูรช์ ที่เชื่อกันว่าเป็นที่ซึ่งชาห์ จะ ฮาน ถูกคุมขังเอาไว้ และเฝ้ามองทัชมาฮาลไปจวบจนลมหายใจสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพ
เที่ยง รับประทานอาหารกลางวันที่โรงแรม
บ่าย เดินทางสู่ นครเดลลี เดลีเป็นเมืองหลวงของประเทศอินเดียตั้งอยู่ทางภาคเหนือและเป็นเมืองหนึ่งที่มีอัตราการเติบโตเร็วที่สุดในโลก มีประชากรทั้งสิ้น 14 ล้านคน กรุงเดลีมีรากฐานที่ผสมผสานระหว่างเมืองเดลีเก่าและใหม่อีกทั้งเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ที่ดีที่สุดของอินเดียหลายแห่ง อีกทั้งหอแสดงภาพศิลปะ แหล่งช้อปปิ้ง แหล่งรับประทานอาหาร และแหล่งบันเทิงต่างๆ ตลอดจนเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและมีความน่าสนใจทางด้านวัฒนธรรม สิ่งเหล่านี้สามารถพบได้ที่เมืองศูนย์กลางด้านการเงินและการค้าแห่งนี้ซึ่งมีจำนวนประชากรมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกนิวเดลีถือเป็นประตูสู่ประเทศอินเดียและมีบางสิ่งสำหรับทุกคนที่ปรารถนาจะได้สัมผัสกับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวอินเดีย
เย็น รับประทานอาหารเย็นที่ร้านอาหาร  ได้เวลาเดินทางสู่สนามบิน

วันที่สิบสอง
กรุงเทพฯ
00.15 น.
ออกเดินทางสู่ กรุงเทพ ฯโดยสายการบิน THAI AIRWAYS    เที่ยวบินที่ TG 316
05.40 น. ถึง...ท่าอากาศสุวรรณภูมิโดยสวัสดิภาพ

Copyright © 2012-2017 Worantex Education and Travel Co., Ltd. All rights reserved.
บริษัท วอร์แรนเทกซ์ เอ็ดดูเคชั่น แอนด์ ทราเวิล จำกัด
ใบอนุญาตฯ นำเที่ยว เลขที่ 11/05838
เลขที่ 7 ซอยรามคำแหง 60 แยก 9 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ 10240
โทรศัพท์ 02-374-1300 โทรสาร 02-374-2600
อีเมล์ : info@wtravel.co.th
ไลน์ : @wtravel
ขอขอบคุณลูกค้าองค์กรที่ไว้วางใจใช้บริการ 


 
       
 
บริษัท วอร์แรนเทกซ์ เอ็ดดูเคชั่น แอนด์ ทราเวิล จำกัด ดำเนินกิจการพานักท่องเที่ยว และนักเรียน-นักศึกษา เดินทางไปต่างประเทศ เพื่อวัตถุประสงค์ทางด้านการท่องเที่ยว และการศึกษา เท่านั้น
ไม่ได้ดำเนินกิจการ เพื่อพาเดินทางไปทำงาน หรือไปวัตถุประสงค์อื่นๆ และหากมีผู้แอบอ้างนำชื่อบริษัทฯ ไปใช้เพื่อพาท่านยื่นขอวีซ่าเดินทางไปต่างประเทศ โปรดแจ้งบริษัทฯ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป  คลิ๊ก

10 อันดับสายการบิน ปลอดภัยมากที่สุดในโลก | สถานที่ท่องเที่ยวแสนงดงามที่ต้องไปเยือนสักครั้ง | เกร็ดความรู้ การเดินทางด้วยเครื่องบินอย่างปลอดภัย | จองตั๋วเครื่องบินออนไลน์กับเรา | 4 วิธี ป้องกันกระเป๋าเดินทางหาย | บริการทัวร์กรุ๊ปเหมาพิเศษ | ชำระค่าทัวร์ด้วย SCB Bill Payment ง่าย สะดวก ไม่มีค่าธรรมเนียม

offline Close

Image
Top