ฮานอย......เวียดนาม 
ผมเขียนเรื่อง “เสือ…เวียตนาม” ลงตีพิมพ์ไปเมื่อเดือนพฤษภาคม 2556 ก็มีท่านผู้อ่านเข้าไปท้วงติงผมที่ facebook/page/ตะวันยิ้มแฉ่ง ว่าเวียตนามไม่น่าใช่เสือนะ น่าจะเป็นมังกรมากกว่า ซึ่งผมก็ไม่ได้เห็นแย้งอะไรเพราะที่ผมว่า “เสือ”นั่นหมายถึงความน่ากลัว ของเวียตนามในยุคใหม่ที่กำลังกล้าแข็ง แต่ที่ว่าผมไม่เห็นแย้งท่านผู้อ่านก็เพราะว่า การกำเนิดเกิดมาเป็นคนเผ่าเวียตนั้น มีการแสดงบอกไว้ในละครหุ่นน้ำของเวียตนามเช่นกัน
ใครเคยไปที่ฮานอย ไปเที่ยวสระคืนดาบ หรือถนน 36 สายนั่นจะเห็นว่ามันก็อยู่ย่านๆเดียวกันกับโรงละครหุ่นน้ำ ที่เป็นเอกลักษณ์ของคนเวียตนามนั่นเอง และรู้สึกว่าถ้าจำไม่ผิดจะถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมประเพณีไปแล้ว และถ้าใครอยากจะดูการแสดงหุ่นน้ำ ก็จะต้องไปที่ฮานอยที่เดียว ไม่มีหรอกที่เขาจะก๊อปปี้เอาไปเล่นที่ไซ่ง่อน เล่นที่เว้ ใครอยากดูมาฮานอย ทีนี้เงินจากนักท่องเที่ยวมันก็กระจาย ลามจากใต้ขึ้นมาเหนือ ไม่ได้ไปกระจุกที่ใดที่หนึ่ง ผิดกับบ้านเรา เดี๋ยวนี้ ใครจะดูประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษาต้อง ไปอุบล สกลนคร บุรีรัมย์ แม้กระทั่งสุพรรณก็จัดกับเขาด้วย ใครอยากเที่ยวตลาดน้ำไม่ต้องถ่อมาภาคกลาง ภูเก็ต หัวหิน สร้างตลาดน้ำให้ โคมลอยไม่ต้องมารอช่วงลอยกระทงที่เชียงใหม่ จุดมันทุกที่ทุกฤดู จนวัฒนธรรม ประเพณีบ้านเรามันไม่ขลัง มันเสื่อม มันด้อยค่าลงไปแล้ว ฝรั่งนอนอาบแดดอยู่ภูเก็ตอยากจุดโคมลอย ธุรกิจท่องเที่ยวก็จัดให้ได้ ไม่ต้องมาเชียงใหม่ให้เสียเวลา ที่จีนก็เช่นกัน แต่ก่อนนี้ งิ้วเปลี่ยนหน้ากากเป็นความลับ ใครอยากดูต้องมาเสฉวน พอมีคนเริ่มสอนเดี๋ยวนี้แม้แต่ในบ้านเรายังมีคณะโชว์งิ้วเปลี่ยนหน้ากากรับงานแสดงโชว์เลย แต่สำหรับละครหุ่นน้ำของเวียตนามไม่ใช่ ต้องที่ฮานอย ที่เดียว และโรงละครเดียวเท่านั้น
 
ละครหุ่นน้ำนั้นเป็นการละเล่นของชาวบ้านที่ถูกน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก ที่เล่นคลายเครียดกันจนนิยมแพร่หลายอยู่สมัยหนึ่ง ต่อมาก็ค่อยๆเสื่อมลงด้วยปัจจัยต่างๆ จนเวียตนามเปิดประเทศ ก็เหลือคนเล่นเป็นไม่มากแล้ว แรกๆเอามาเล่นโชว์นักท่องเที่ยวนี่ให้ดูฟรีๆ เลย พอนักท่องเที่ยวชักติดใจ เดี๋ยวนี้รัฐบาลจ้างทั้งคณะให้แสดงโชว์เป็นเรื่องเป็นราวเลย เต็มทุกรอบ เรียกว่าทัวร์คณะไหนไปฮานอยต้องไปดูทั้งนั้น ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวก็จะเข้าไปก่อนแล้วก็ดูจนจบ มีแต่นักท่องเที่ยวชาวจีน มาหลังจากที่เขาแสดงไปแล้ว มาก็เดินกันไขว่ ส่งเสียงล้งเล้งกว่าจะนั่งกันได้ ใครรำคาญก็ช่างมัน แล้วการแสดงไม่ทันจบก็เดินออกกันให้ครึ่ก มันก็เสียอรรถรสในการดู นี่คือคุณภาพนักท่องเที่ยวชาวจีนที่หลายๆประเทศเขาเอือมระอากัน
 
การแสดงละครหุ่นน้ำเขาจะมีนักดนตรีมาเล่นและร้องเพลงประกอบกันสดๆ ไม่ได้มาเปิดเครื่องเสียงที่ง่ายก็จริง แต่เหมือนโกหกอย่างที่ในบ้านเรานิยมทำกัน เครื่องดนตรีเขาจะเป็นพิณสายเดียวที่เรียกว่าด่านเบา และคิมการจาที่คล้ายกู่เจิงของจีน นักร้องมีทั้งหญิงและชาย ยอมรับว่านักร้องเขาเสียงใสมากเลย เวทีที่โชว์คือบ่อน้ำที่ทำขึ้น แล้วมีมู่ลี่ไม้ไผ่กั้นเป็นฉาก คนเชิดอยู่ด้านใน ตัวหุ่นจะอยู่บนปลายไม้ยาวๆ มีสายชักให้แขนขาขยับได้ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเล่าวิถีชีวิตของคนเผ่าเวียต เช่นการจับปลา การเต้นรำระบำพัด ระบำร่ม แต่ที่น่าสนใจคือชุดแรกที่บอกเล่าตำนานการก่อเกิดเผ่าเวียตว่ามาจากหงส์และมังกรที่มาจับคู่กัน แล้วออกเป็นไข่ พอไข่ฟักแล้ว ก็ออกมาเป็นคนเผ่าเวียตนั่นเอง แล้วก็บังเอิญที่เจ้าสัตว์สองชนิดคือ หงส์ และมังกร ก็ดันไปตรงกันกับสัตว์มงคลที่จีนเขานับถือซะอีก แล้วแบบนี้จะบอกว่าเวียตนามไม่มีเชื้อสายเดียวกับจีน ใครจะไปเชื่อ
 
ผมขอย้อนมาเครื่องดนตรีเวียตนามที่เรียกว่าด่านเบาอีกนิด เจ้าเครื่องดนตรีนี้ มันแปลกตรงที่มีสายเดียว การกำหนดเป็นเสียงที่ต่างกันจึงเกิดจากการกำหนดตำแหน่งนิ้วที่บังคับสาย แล้วเสียงของมันจะโหยหวน ซึ้ง ใสชวนเคลิบเคลิ้มมาก ว่ากันว่าใครที่ได้ฟังเสียงของเจ้าด่านเบานี้ แล้วอาจเคลิ้มจนเผลอมีคู่เอาไม่รู้ตัวเชียว ใครอยากพิสูจน์ ลองคลิ๊กเข้าไปหาฟังจากยูทูปดูก็ได้ครับ นอกจากนั้นเขาก็ยังมี ด่านจึง เครื่องตีคล้ายๆอังกะลุงบ้านเราแต่ทำจากกระบอกไม้ไผ่มาผูกกันเป็นแพห่างๆกัน แต่อันนี้เสียงก๊องแก๊ง ไม่เพราะ อีกอันก็กะลงปุ๊ตคล้ายๆโหวดทางอีสาน แต่อันใหญ่กว่าแล้วไม่ได้เป่า ดันเอามือไปตบตรงปลายกระบอกให้ลมมันดันเข้าไปในกระบอกแล้วเกิดเสียงสูงต่ำ แต่เสียงก็สู้โหวดทางอีสานบ้านเราไม่ได้อยู่ดี จะอย่างไรก็ตาม เสียงดนตรีพื้นเมืองของเวียตนาม ก็ยังฟังเพราะกว่าทางอินโดนีเซียที่ได้ยินแต่เสียงฆ้องวงเล็กก๊องแก๊งๆตลอดทุกเพลง
 
ฮานอยเป็นเมืองหลวงของเวียตนามมานาน แต่ก่อนเรียกทังลอง แปลว่ามังกรเหิร เพราะแต่ก่อนเมืองหลวงเวียตนาม(ทางตอนเหนือ เพราะส่วนอื่นๆที่เป็นเวียตนามในปัจจุบันนั้น ยังมีจาม มีกลุ่มชนเผ่าอื่นมีอิทธิพลอยู่) อยู่ที่ฮวา ลือ ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของเมืองนิงห์ บิงห์ (เมืองนิงห์ บิงห์ ก็คือบ้านเกิดของโฮจีมินห์ นั่นเอง) พระเจ้าหลี ไท ตง กษัตริย์เวียตนามสมัยนั้น พระองค์ทรงเห็นมังกรสีทองขนาดใหญ่ บินขึ้นจากทะเลสาบ ในฮานอยปัจจุบัน พระองค์จึงทรงให้ย้ายเมืองหลวงมาที่ฮานอยในปัจจุบันนี่เอง มายุคฝรั่งเศสปกครอง ศูนย์ควบคุมทางเหนือก็ที่ฮานอยนี่แหละ ปัจจุบันอาคารทรงยุโรปที่เป็นมรดกตกทอดมาแต่ครั้งฝรั่งเศส ยังปรากฏให้เห็นอยู่หลายที่ โดยเฉพาะย่านจัตุรัสโฮจีมินห์ จะเห็นตึกสไตล์ยุโรปอย่างหนาตา ทาสีเหลือง ถ้าเราไปเห็นอาคารในเวียตนามหลังไหนทาสีเหลือง นั่นแสดงว่าเป็นสถานที่ราชการ เจ้ามรดกตกทอดเหล่านี้พอมาถึงปัจจุบันกลายเป็นสิ่งดึงดูดการท่องเที่ยวได้ดีทีเดียว
 
ฮานอยเป็นเมืองน้ำ ชื่อฮานอยก็บอกว่าเป็นเมืองทะเลสาบ ที่ราบใจกลางเมืองเป็นน้ำขนาดใหญ่ที่จะเรียกว่าทะเลสาบก็ได้ มีทะเลสาบมากมายหลายแห่ง ถ้ามีโอกาสมองจากบนเครื่องบิน จะเห็นว่าทะเลสาบแทบทั่วเมือง ทะเลสาบคืนดาบที่อยู่ใกล้ย่านท่องเที่ยวที่ผมว่ามานั้น เป็นหนึ่งในทะเลสาบที่ว่ามากมายในฮานอยนั่นเอง เจ้าทะเลสาบคืนดาบนี้ผมไม่ลงไปในเรื่องประวัติหรือตำนานที่ลอกๆกันมานะครับ ถ้าอยากรู้ก็ไปหาอ่านตามเวบไซค์ท่องเที่ยวต่างๆก็แล้วกัน เพราะการเขียนงานแบบลอกๆ กันมาไม่ใช่สไตล์ของผม
เจ้าทะเลสาบคืนดาบนี้มีเกาะเล็กๆ อยู่ เกาะหนึ่งเป็นวัดแบบวัดจีนชื่อวัดเนินหยก มีสะพานไม้แดงๆ เชื่อม เดินข้ามไปได้ อีกเกาะเล็กๆ มีเจดีย์สไตล์จีน มีหลายๆชั้นอยู่บนนั้น แต่ผมไม่รู้ชื่อและไม่รู้ความสำคัญด้วย ทะเลสาบนี้เป็นเหมือนศูนย์กลางเมืองก็ว่าได้ เพราะถนน 36 สาย (ที่ว่ากันว่าแต่ละสายขายสินค้าสายละชนิด แต่จริงๆแล้วมีมากกว่า 36 สาย แล้วถนนที่ว่ามันก็คือถนนระหว่างตึกแถวนั่นแหละครับ แล้วขายมั่วซั่วไปหมด ไม่ใช่สินค้าแต่ละชนิดอีกแล้ว กระเป๋า รองเท้า เสื้อผ้า มั่วไปหมดครับ)โรงละครน้ำ ที่พัก โรงแรม ธรรมดามันก็คึกคักเพราะเป็นย่านค้าขายอยู่แล้ว พอมามีนักท่องเที่ยวผสมเข้าไปอีก ความจอแจ ความสับสนอลหม่านบนท้องถนนจึงเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ และอีกแหละถ้าจะข้ามถนนที่นี่…ข้ามเลยครับ อย่ารอรถหยุด อย่ารอตรงทางม้าลาย ไม่ได้ข้ามหรอก เดินดุ่ยๆไปเลย ไม่ถูกชนหรอก
 
ถนนสายนี้เป็นทั้งสวนสาธารณะ มีคนมาเที่ยว มาออกกำลังกาย มาถ่ายรูป สารพัด พอตกกลางคืนจะกลายเป็น “ย่านจกกัน” ของหนุ่มสาวทันที เก้าอี้นั่งริมทะเลสาบ ตามสุมทุมพุ่มไม้รอบทะเลสาบ หนังสดมีตลอดแล้วไม่อายกันด้วย แล้วไม่ใช่เพิ่งเป็น เป็นมานานแล้ว
คนเวียตนามเขาไม่นับถือศาสนาอะไร ไม่มีศาสนาประจำชาติ มีเปอร์เซนต์ของศาสนาพุทธ และคริสซ์ไม่มาก แต่เขานับถือบรรพบุรุษ วันเตร็ดของเขาซึ่งก็เหมือนวันตรุษของคนจีน ลูกหลาน ญาติพี่น้องก็จะกลับมารวมกัน ไหว้บรรพบุรุษ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เหมือนตรุษจีนนะแหละ แต่เวียตนามเขาไม่เอาจีนนี่นา งั้นเป็นวันเตร็ดก็แล้วกัน ขืนเป็นตรุษก็เป็นจีนนะสิ เห็นหรือยังว่าเหม็นหน้ากันขนาดไหน เวลาคนตายเขาจะไม่เผาแต่จะฝังแล้วสร้างเป็นสุสาน ใหญ่ เล็ก แล้วแต่กำลังเงินและบารมีของครอบครัว สุสานที่ว่านี้ก็อยู่ไปทั่ว มีที่เฉพาะบ้าง แต่ไม่จำกัด เราจึงเห็นสุสานอยู่ทั่วไป เลยกลายเป็นว่าเดี๋ยวนี้ที่ดินในเวียตนามแพง คนเป็นหาที่ดิน ที่อยู่ยากกว่าคนตายซะอีก
 
แล้วผมบอกแล้วว่าคนเวียตนามนี่ขยันจริงๆ ท่านจะไม่เห็นที่ดินในเวียตนามปล่อยไว้เปล่าๆเลย ปลูกอะไรสารพัด ไม่ต้องมารอทำนาปีละหนแบบบ้านเรา ปลูกอะไรได้ปลูก พืชผลเขาจึงสมบูรณ์มาก มาดูบ้านเรา ที่ดินปล่อยว่างเยอะแยะ อ้าง…มันแล้ง รับจ้างประท้วงดีกว่า ผมไปเห็นที่เวียตนาม แล้งเขาก็ปลูกพืชทนแล้ง ไม่ปล่อยดินว่าง ขยันสุดยอดจริงๆ แบบนี้ ไม่ให้ผมครั่นคร้ามและยกย่องว่าเวียตนามเป็นเสือได้ยังไงละครับ
คนขยัน ไม่จนจริงๆ

ขอบคุณข้อมูลจาก

http://www.tawanyimchang.com/blog/?p=2206